รองผู้ว่าฯยะลา ประธานเปิดการอบรมให้ความรู้ผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ประจำปี 2565 ในพื้นที่จังหวัดยะลา จัดโดย สสจ.ยะลา เป้าหมาย 3 รุ่น 500 คน พร้อมจัดระบบดูแลสุขภาพ เพื่อการประกอบศาสนากิจได้สะดวก ปลอดภัย

1 มิ.ย. 2565 | 299 ครั้ง

ภาพปกข่าว
วันนี้ 1 มิ.ย.65 ที่ห้องประชุมกังสดาล โรงแรมแกรนด์พาเลซ อ.เมือง จ.ยะลา นายอำนาจ ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมให้ความรู้ผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ประจำปี 2565โดยมีนางทัศนีย์ สมสมาน รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยะลาเป็นผู้กล่าวรายงาน ซึ่งการจัดอบรมฯ แบ่งเป็น 3 รุ่น รุ่นละ 1 วัน เป็นการอบรมรุ่นที่ 1 กลุ่มเป้าหมายจาก อ.ธารโต อ.บันนังสตา อ.ยะหา อ.กาบัง และ อ.กรงปินัง จำนวน 230 คน รุ่นที่ 2 ในวันที่ 2 มิ.ย. 2565 เป็นกลุ่มเป้าหมายจาก อ.เมือง และ อ.รามัน จำนวน 250 คน และรุ่นที่ 3 จัดอบรม ณ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอเบตง โดยมีกลุ่มเป้าหมาย อ.เบตง จำนวน 50 คน รวมกลุ่มเป้าหมายเข้ารับการอบรมทั้ง 3 รุ่น จำนวนทั้งสิ้น 500 คน การประกอบพิธีฮัจย์เป็นศาสนกิจของศาสนาอิสลาม ที่กำหนดให้มุสลิมที่มีความพร้อมต้องเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ความพร้อมคือพร้อมทางด้านทรัพย์สินและด้านร่างกาย รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว และได้ส่งเสริมกิจการฮัจย์ที่ดีมาโดยตลอด เพื่อแสดงถึงความแน่วแน่ของรัฐบาลในการส่งเสริมกิจการฮัจย์ รัฐบาลจึงได้ตราพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ พ.ศ.2524 โดยมีคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย เป็นผู้กำหนดระเบียบ ข้อบังคับ เงื่อนไข หรือมาตรการใดๆเพื่อเป็นแนวปฏิบัติในอันที่จะให้ความคุ้มครองผู้ประสงค์จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ให้ได้รับความสะดวก ปลอดภัย และมีหลักประกันโดยมีกรมการศาสนา ทำหน้าที่สำนักเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ แห่งประเทศไทย สำหรับการทำพิธีอุมเราะห์ เป็นการปฏิบัติเยี่ยมเยียนที่พำนักของท่านศาสดา และเป็นความตั้งใจ โดยปฏิบัติตามกฎของการทำพิธีอุมเราะห์ ทั้งนี้ จังหวัดยะลาในแต่ละปี มีชาวไทยมุสลิม เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ปีละประมาณ 1,000 – 1,300 คน โดยในปี พ.ศ. 2563 - 2564 ที่ผ่านมา ประเทศซาอุดิอาระเบียได้มีการประกาศปิดประเทศฯ เนื่องจากมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 อย่างรุนแรง ซึ่งพบผู้ติดเชื้อ 10,000 คน/วัน ทำให้ประเทศไทย รวมทั้งจังหวัดยะลา ไม่มีผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ เนื่องจากมีสถานการณ์ การแพร่ระบาดฯ ดังกล่าว สำหรับ ปี 2565 ประเทศซาอุดิอาระเบีย ประกาศให้สามารถเดินทางเพื่อประกอบพิธีฮัจย์ได้ กระทรวงสาธารณสุขจึงให้มีการดำเนินการจัดโครงการ/กิจกรรมป้องกันโรคติดต่อแก่ชาวไทยมุสลิมที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ในปี 2565 ก่อนเดินทางไปแสวงบุญ ภายใต้คุณสมบัติ 3 ประการ ดังนี้ 1) ต้องเป็นผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 65 ปี 2) ได้รับวัคซีนโควิด 19 ครบโดสตามที่กระทรวงสาธารณสุขซาอุดีอาระเบียกำหนด 3)ผลการตรวจโรคโควิด 19 แบบ RT-PCR เป็นลบ ไม่เกิน 72 ชั่วโมง ก่อนเดินทาง และให้บริการฉีดวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นและวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพร่างกายของผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์และอุมเราะห์ จังหวัดยะลา โดย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา จึง กำหนดจัดกิจกรรมให้ผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ในปีนี้ ได้รับความรู้ ความเข้าใจ ในการดูแลสุขภาพเบื้องต้นก่อนเดินทาง ขณะปฏิบัติศาสนกิจ และเดินทางกลับ เพื่อให้ผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ มีสุขภาพ ที่ดี ตลอดระยะเวลาปฏิบัติศาสนกิจ ลดอัตราป่วย อัตราป่วยตาย โดยจัดกิจกรรมที่ให้บริการ ได้แก่ 1) การให้บริการวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และไข้กาฬหลังแอ่น โดยสามารถไปรับบริการได้ที่สถานบริการสาธารณสุข (ที่แต่ละอำเภอกำหนด) โดยให้รับเอกสารรับรองการให้วัคซีนป้องกันโรคติดต่อระหว่างประเทศ(เล่มสีเหลือง) ได้ที่ โรงพยาบาลรัฐทุกแห่ง ส่วนหนังสือรับรองการรับวัคซีน COVID-19 (วัคซีนพาสปอร์ต) ขอรับได้ที่รพ.ยะลาและรพ.เบตง ทั้งนี้การให้บริการฉีดวัคซีนฯ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย 2 ) การตรวจสุขภาพก่อนไปและหลังกลับ 3 )การอบรมให้ความรู้การดูแลสุขภาพตนเองทั้งเรื่อง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มีภาวะเสี่ยง เพื่อให้มีสุขภาพปกติ อีกทั้งในนามรัฐบาลไทยได้ส่งหน่วยแพทย์พยาบาลไปให้การดูแลรักษาระหว่างการประกอบพิธีฮัจย์ด้วย ซึ่งจะทำให้ชาวไทยมุสลิมที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ได้รับการดูแลสุขภาพอย่างครบถ้วน ทั้งก่อนการเดินทาง ระหว่างประกอบพิธี และหลังเดินทางกลับประเทศไทย สามารถประกอบพิธีและได้ฮัจย์ที่สมบูรณ์ตามที่ศาสนบัญญัติ สอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มงานควบคุมโรค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา โทร. 073-212008 ต่อ 306
แหล่งที่มา: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดยะลา